บรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือ สามารถนำ เลสเตอร์ ซิตี้ ผงาดขึ้นรั้งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ หลังจากที่นำลูกทีมไล่อัด เชลซี 2-0 ที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในเกมลีกเมื่อวันอังคารที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา

 ชัยชนะในแมตช์นี้ทำให้ “จิ้งจอกสยาม” เก็บได้ 38 คะแนนแซงหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 แต้ม แต่ “ปีศาจแดง” มีคิวดวลกับ ฟูแล่ม ในวันพุธนี้ ซึ่งพวกเขาต้องเอาชนะให้ได้ถึงจะแซงกลับมายึดตำแหน่งจ่าฝูงลีกอีกครั้ง
          สำหรับผลงานของ ร็อดเจอร์ส ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมมากๆ เพราะตอนที่คุม เลสเตอร์ ครั้งแรกพวกเขาอยู่อันดับ 11 ฟอร์มก็ไม่ค่อยดีนัก แต่ในที่สุดก็สามารถสร้างทีมขึ้นมาจนยึดจ่าฝูง แถมใช้งบประมาณไปแค่ 10 ล้านปอนด์ เท่านั้น น้อยกว่า เชลซี ในยุค แฟร้งค์ แลมพาร์ด หลายร้อยเท่า 

1. กองหลังย่ำแย่เกินจะรับไหว
          เชลซี ต้องเจอกับสถานการณ์ที่แสนยากลำบากอย่างต่อเนื่องภายใต้การกุมบังเหียนของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจนกลายเป็นเรื่องชาชินก็คือการเสียประตูมาตลอดในการเล่นเกมเยือน

          สองประตูที่เสียไปที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ทำให้ตอนนี้ทัพ “สิงโตน้ำเงินคราม” เสียไปแล้ว 50 ประตูในยุคของ แลมพาร์ด ซึ่งแน่นอนว่านี่คือสถิติที่ไม่ดีเอาซะเลย เพราะ “แลมพ์ส” คุมทีมได้ไม่ถึง 2 ฤดูกาลแต่เสียประตูให้คู่แข่งไปแล้วครึ่งร้อย

ร็อดเจอร์ส พิสูจน์กึ๋นสุดเฉียบคม ! เจาะ 5 ข้อ เลสเตอร์ สอย เชลซี ยึดจ่าฝูงลีก

จังหวะที่เสียประตูแรกผู้เล่นของ เชลซี มัวแต่วิ่งเข้าไปอยู่ในกรอบเขตโทษกันหมด ปล่อยให้ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้  ยืนโล่งๆ ซัดแบบไม่จับส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย ซึ่งจริงๆ แล้วหากแนวรับของทีมเยือนเล่นแบบมีสติซักนิดน่าจะมีใครซักคนที่เข้าไปกดดันไม่ให้ เอ็นดดี้ ได้ยิงง่ายๆ แบบนี้

          ในขณะที่จังหวะเสียประตูที่สอง ต้องชมการเล่นสวนกลับที่รวดเร็วของ เลสเตอร์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องตำหนิ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ กับ ติอาโก้ ซิลวา ที่เล่นไม่เข้าขากันเลยในแมตช์นี้ และปล่อยให้ เจมส์ แมดดิสัน ได้ซัดสบายๆ 

          สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ต้องบอกว่าเกมรับของ เชลซี ต้องมีการปรับปรุงกันอีกเยอะ และหากไม่รีบหาทางแก้ไข พวกเขาอาจจะต้องพบกับฤดูกาลที่แสนน่าผิดหวังในซีซั่น 2020/2021 ก็เป็นได้

2. งานนี้ต้องทุ่มเงินซื้อ ไรซ์ จริงๆ ซะแล้ว
          แม้ว่า เชลซี จะใช้จ่ายเงินในการเสริมทัพไปแล้วมากกว่า 200 ล้านปอนด์ (ราว 7,600 ล้านบาท) ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าทีมยังคงรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ทุ่มเงินเพื่อซื้อตัว เดแคลน ไรซ์ กองกลางสารพัดประโยชน์ของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาเสริมทัพ

          กัปตันทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มีข่าวพัวพันกับ “สิงห์บลูส์” มาตลอดในช่วงซัมเมอร์แต่สุดท้ายนักเตะก็ไม่ได้ย้ายมาอยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่างไรก็ตาม ไรซ์ เพิ่มมีข่าวลือกับ เชลซี อีกครั้งในช่วงตลาดพ่อค้าแข้งฤดูหนาว เดือนม.ค.นี้

 เหตุผลสำคัญที่ เชลซี จำเป็นต้องให้ดีลของ ไรซ์ เกิดขึ้น นั่นก็คือการที่พวกเขาไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อไหร่ที่ทีมขาดผู้นำหรือกองกลางประเภทวิ่งสู้ฟัดกัดคู่แข่งไม่ปล่อย เชลซี มักจะเสียเปรียบในแผงมิดฟิลด์ตลอด 

          โดยเฉพาะในจังหวะที่ เอ็นดิดี้ ยิงประตู ถ้าหากมี ก็องเต้ อยู่ในทีมเขาจะวิ่งเข้ามาบีบไม่ให้คู่แข่งได้มีโอกาสซัดประตูสบายๆ แบบนี้ ดังนั้น ไรซ์ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเข้ามารับบทบาทนี้ แต่ด้วยสถานการณ์ของทีมในเวลานี้ต้องบอกว่าด้อยกว่า เวสต์แฮม ด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวใจ ไรซ์ ให้มาเล่นด้วยกัน 

 ฉะนั้นหาก เชลซี ต้องการให้การเซ็นสัญญาครั้งนี้เกิดขึ้นจริงๆ พวกเขาคงต้องควักกระเป๋าค่อนข้างสูงเลยทีเดียว 


3. จ่าฝูงแล้วนะครับ
          เลสเตอร์ ซิตี้ ขยับขึ้นมาเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ชั่วคราว แต่สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมที่จะแย่งแชมป์กับทุกทีม ไม่ว่าจะเป็น “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล 

          ผลงานของ “จิ้งจอกสยาม” ค่อยๆ ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ โดยในแมตช์นี้ทีมของกุนซือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส แสดงให้เห็นแล้วว่าถึงแม้ไม่มีนักเตะทักษะสูงค่าตัวมหาศาล แต่ทีมสปิริตและการเล่นที่เข้าขากัน ก็สามารถปราบ เชลซี สโมสรที่ทุ่มเงินสร้างทีมมากมายเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา 

ต้องยอมรับว่าฟอร์มการเล่นของ เลสเตอร์ ในช่วงที่ผ่านมามีความคงเส้นคงวามากๆ ไล่ตั้งแต่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ที่รักษาความเหนียวหนึบได้อย่างสม่ำเสมอจนถูกยกให้เป็นหนึ่งในโกลที่เก่งที่สุดในลีก ขณะที่ จอห์นนี่ อีแวนส์ กับ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า ก็เป็นคู่หูเกมรับที่แข็งแกร่ง

          ในแผงมิดฟิลด์ ยูริ ตีเลมันส์ เล่นประสานงานกับ เจมส์ แมดดินสัน ได้อย่างลงตัว และทั้งคู่ยกระดับฝีเท้าขึ้นมาเยอะมาก ส่วน ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ และ เจมี่ วาร์ดี้ ต้องบอกเลยว่าเล่นได้อย่างเข้าขา และสามารถขู่เกมรับของคู่แข่งได้ตลอด

          อาจจะมีการโต้เถียงกันว่าทีมชุดนี้สไตล์การเล่นและผลงานค่อนข้างจะโดดเด่น และเหนือกว่าในยุคที่เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุมบังเหียน แต่อย่างลืมว่า “เดอะ ฟ็อกซ์” ชุดนั้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฉะนั้นหากจะให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ร็อดเจอร์ส ต้องทำให้ได้เหมือนกับกุนซือเลือดมะกะโรนี สร้างเอาไว้

 
4. ร็อดเจอร์ส พิสูจน์กึ๋นแม้มีงบประมาณจำกัด
          เบรนดอน ร็อดเจอร์ สามารถทำให้โลกลูกหนังได้ประจักษ์แล้วว่าเขาก็คือหนึ่งในกุนซือยอดฝีมือเช่นเดียวกัน หลังจากที่ค่อยๆ พัฒนา เลสเตอร์ จากทีมที่มีฟอร์มย่ำแย่สุดๆ กลายสภาพมาเป็นสโมสรที่แข็งแกร่งในปัจจุบันนี้

          “บี-ร็อด” เข้ามารับเผือกร้อนแทนโคล้ด ปูแอล ที่ถูกเด้งพ้นตำแหน่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 โดยในเวลานั้น เลสเตอร์ รั้งอยู่อันดับ 11 และสถานการณ์ก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ปลุกปั้นทีมจนสามารถเก็บชัยชนะ และเล่นด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยม 

 จนตอนนี้ เลสเตอร์ รั้งตำแหน่งจ่าฝูงได้สำเร็จแถมยังใช้เงินในการเสริมทัพไปแค่ 10 ล้านปอนด์ (ราว 380 ล้านบาท) เท่านั้น  ต้องยอมรับว่าฝีมือของ นายใหญ่ชาวไอร์แลนด์เหนือ ไม่ธรรมดาจริงๆ และงานนี้บรรดาทีมใหญ่ที่จะดวลกับทัพ “สุนัขจิ้งจอก” ต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดีๆ

          เนื่องจากตอนนี้ ร็อดเจอร์ส สามารถปลดล็อกในการปะทะกับสโมสรท็อปโฟร์ได้หมดแล้วนับตั้งแต่ที่ทำงานเป็นผู้จัดการทีม เพราะก่อนหน้านี้มีแค่สโมสรเดียวเท่านั้นที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้นั่นก็คือ เชลซี แต่ตอนนี้สถิติดังกล่าวได้จบสิ้นไปเรียบร้อยเมื่อค่ำคืนวันอังคารที่ผ่านมา 

5. อนาคตของ แลมพาร์ด แขวนเอาไว้บนเส้นด้าย
          ก่อนที่ฤดูกาลนี้จะเปิดฉาก เชลซี ได้รับการคาดหมายให้เป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ลีก ด้วยขุมกำลังของทีม และการเสริมทัพ พวกเขาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะขึ้นมาแย่งแชมป์แล้ว แต่ผลงานในตอนนี้แค่จะลุ้นอันดับท็อปโฟร์ยังต้องเหนื่อยรากเลือด

          การเก็บได้แค่ 7 แต้มจาก 24 คะแนนถือว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังที่สุด นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อันดับของ เชลซี อยู่ร่วงไปอยู่ที่ 8 ในตอนนี้โดยมีแค่ 29 คะแนนห่างจากท็อปโฟร์ 5 แต้ม แม้ดูเหมือนจะไม่เยอะ แต่ฟอร์มแบบนี้คงยากที่จะทำอันดับขึ้นไปได้

นี่ถ้าหาก เซาธ์แฮมป์ตัน กับ แอสตัน วิลล่า ที่แข่งน้อยกว่าสามารถเก็บชัยชนะในนัดตกค้างได้ อันดับของ “สิงโตน้ำเงินคราม” คงรูดมหาราชยิ่งกว่านี้ ฉะนั้นนี่คือช่วงเวลาที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมคงไม่ต้องการให้สโมสรแห่งนี้ตกต่ำไปยิ่งกว่านี้แน่นอน

 ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่หวยจะมาออกที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เพราะก่อนหน้านี้สถานการณ์ของเขาก็ล่อแหลมที่จะโดนปลดมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังรอดมาได้ อย่างไรก็ตามจากผลงานย่ำแย่แบบนี้ทั้งๆ ที่ “เสี่ยหมี” ไว้วางใจทุ่มเงินสร้างทีมกว่า 200 ล้านปอนด์ (ราว 7,600 ล้านบาท) ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา น่าจะถึงเวลาที่ “แลมพ์ส” จะโดนเชือดซะแล้ว !!!

/ลิงก์ทางเข้า12BET /รีวิววิธีสมัคร12BET

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *